Comments system

[blogger][disqus][facebook]

วันอาทิตย์ที่ 31 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ขอบเขตการทำงานของนักรังสีเทคนิค

     สวัสดีครับไม่ได้เขียนบทความเสียนาน เนื่องจากภรรยาผมได้ตั้งท้องลูกคนที่สอง จึงต้องให้เวลากับครอบครัวมากหน่อย คนที่มีลูกเมียน่าจะเข้าใจดีนะครับ

     วันนี้ผมขอพูดถึงขอบเขตหน้าที่ของนักรังสีเทคนิคหน่อยนะครับ เนื่องจากผมได้เจอเหตุการณ์นี้ที่แผนกของผมเอง เรื่องก็คือมีผู้ป่วยมาเข้ารับการตรวจ CT Scan Upper Abdomen แต่ว่าผู้ป่วยมีปัญหาเส้นเลือดเปราะ และมีขนาดเล็ก พยาบาลไม่สามารถเปิดเส้นเลือดเพื่อฉีด Contrast Media (สารทึบรังสี)ได้ พยาบาลและนักรังสีเทคนิคจึงลงความเห็นว่าทำต่อไม่ได้ จึงหยุด Case นี้เพียงเท่านั้นและให้ผู้ป่วยกลับหอผู้ป่วยไป หลังจากนั้นก็ส่งฟิล์มให้รังสีแพทย์อ่านผล เป็นการทำ CT Scan Upper Abdomen แบบไม่ฉีดสารทึบรังสี โดยไม่ได้รายงานว่าเกิดอะไรขึ้นจึงไม่ได้ฉีดสารทึบรังสี

     ผมกลับมาทำงานในตอนเช้าวันจันทร์ (ผู้ป่วยมาตรวจในวันอาทิตย์) มีโทรศัพท์เข้ามาจากหมอเจ้าของไข้ ขอความชัดเจนว่าทำไมไม่ฉีดสารทึบรังสี ผมเองก็งงอยู่พักนึงเพราะยังไม่มีใครรายงานรายละเอียดให้ทราบ เลยต้องกลับมาถามน้องๆที่อยู่เวรตอนนั้น พอรู้เรื่องเล่นเอาแทบเป็นลมขอรับ เพราะพวกเขามา Off Case โดยพละการ แล้วไม่ยอมรายงานหมอเจ้าของไข้ หมอก็เลยไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ผมก็เลยต้องรายงานหมอไปตามนั้น และขอตรวจผู้ป่วยคนนี้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง คราวนี้เรียบร้อยครับ ผ่านไปได้ด้วยดี ทุกคนก็พลอยโล่งอกไปตามๆกัน

     แต่ที่ผมต้องทำความเข้าใจกับเจ้าหน้าที่ในแผนก ก็คือถ้าเราจะต้องเปลี่ยนแปลง Order ของหมอ จะต้องรายงานแพทย์เจ้าของไข้ทุกครั้ง อย่าทำเองตามใจชอบ เพราะเราจะต้องรับผิดชอบต่อการตัดสินใจนั้นๆ ดีแต่ว่าผู้ป่วยคนนี้ไม่ได้เป็นโรคที่มีอันตรายในเวลาอันสั้น ไม่งั้นผมคงต้องปวดหัวมากกว่านี้


  

วันพฤหัสบดีที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

เปลี่ยนหลอดเอกซเรย์คอมพิวเตอร์

    
     ตอนนี้ผมกำลังรอช่างมาเปลี่ยนหลอดเอกซเรย์ของเครื่องCT เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมามีผู้ป่วยเยอะมากๆ เรียกว่ามากที่สุดในรอบหลายๆปีเลยทีเดียว ทำให้หลอดเอกซเรย์เจ๊ง อันนี้ว่ากันตามสภาพครับ สำหรับการเปลี่ยนหลอดเอกซเรย์ เมื่อจัดการเรียบร้อยแล้ว ก็ต้องแจ้งทางกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ในเขตพื้นที่รับผิดชอบ ให้เข้ามาทำการตรวจมาตรฐานของเครื่องเอกซเรย์อีกครั้งครับ เพื่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน และประชาชนผู้มารับบริการ

     เรื่องปริมาณรังสีที่ได้รับจากการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์นั้น ผมเองก็ต้องตอบคำถามอยู่เกือบทุกวันครับ ที่จริงมันก็เป็นความเสี่ยงอยู่เหมือนกัน สำหรับการเข้ารับการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เพราะมันใช้ปริมาณรังสีสูงกว่าเอกซเรย์ทั่วไปมาก ถ้าไม่มีความจำเป็นจริงๆ แพทย์เขาไม่ส่งตรวจกันง่ายๆหรอกครับ แต่ที่ทุกวันนี้มีการส่งตรวจมากขึ้น น่าจะเกิดจากความต้องการของผู้ป่วยที่มากขึ้น และยังมีกฎหมายเกี่ยวกับการฟ้องร้องแพทย์อีก ทำให้แพทย์จำเป็นต้องใช้การวินิจฉัยที่ละเอียดมากขึ้นกว่าแต่ก่อน ซึ่งประเด็นนี้น่าจะมีน้ำหนักมาก ในการทำให้อัตราการส่งตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สูงขึ้นอยา่งมาก

     ผมเองก็ไม่มีปัญหาอะไรมาก แค่รู้สึกเหนื่อยมากขึ้น คงเพราะผู้ป่วยมากขึ้น หรือว่าเราแก่ลงหว่า ไม่แน่ใจตัวเองเหมือนกัน เอาเป็นว่ารอช่างต่อไปดีกว่า

วันพุธที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

ชีวิตหลังเลือกตั้ง

     หลังจากที่เคยกล่าวถึงการแลือกตังครั้งนี้ไปแล้วในหัวข้อ เทศกาลเลือกตั้งมาแล้วครับ ในที่สุดก็จบกันไปเสียที สำหรับการเลือกตั้ง 2554 ผลก็คงเป็นอย่างที่ทราบกัน ว่าเรากำลังจะได้นายกรัฐมนตรีหญิงคนแรกในประวัติศาสตร์ ส่วนตัวผมเองก็ไม่รู้สึกอะไรมากนัก รอดูการทำงานของรัฐบาลชุดนี้ไปก่อนครับ ถ้าได้ความอย่างไรผมจะมาเล่าให้ฟังอย่างแน่นอน

     ที่บ้านผมในวันเลือกตั้งบรรยากาศคึกคักมาก แต่ละคนก็รีบออกไปลงคะแนนเสียงกันแต่เช้า แล้วก็กลับมานั่งลุ้นคะแนนพรรคที่แต่ละคนเชียร์ เหมือนดูกีฬาโอลิมปิกยังไงยังงั้น สุดท้ายผลก็อย่างที่ทุกคนทราบ คุณชูวิทย์ที่ผมแอบเชียร์อยู่ก็ได้เป็นฝ่ายค้านสมใจ ทีนี้ก็รอดูว่าแกจะโชว์ผลงานได้สมราคาคุยหรือเปล่า

     ถ้าถามใจผมว่าอยากได้อะไรจากรัฐบาลชุดนี้ ก็ต้องบอกว่าอยากให้ปรับปรุงระบบราชการ ให้มีความคล่องตัว มีประสิทธิภาพกว่านี้ และแน่นอนที่สุด เรื่องสวัสดิการด้วยล่ะครับ แต่ก็คงต้องดูภาพรวมของระบบเศรฐกิจก่อน ว่าพอไปไหวไหม ถ้าจะทุ่มเทงบประมาณเพื่อทำประชานิยม ตามที่ได้หาเสียงเอาไว้ ช่วงนี้ผมเริ่มได้ยินหลายคนพูดถึงนโยบาย ให้เงินเดือน 15000 บาท สำหรับผู้ที่จบปริญญาตรี เอาแล้วไง ยังไม่ทันตั้งรัฐบาล ก็มีคนทวงสัญญาซะแล้ว

     ผมเองคิดว่าคุณยิ่งลักษณ์มีฝีไม้ลายมือในการบริหารงานอยู่พอสมควร จากที่ได้ศึกษาประวัติการทำงานของท่านนะครับ แต่ในการบริหารประเทศจะเป็นยังไง ต้องรอดูด้วยกันครับ เพราะบรรดา เสือ สิห์ กระทิง แรด ทั้งหลายคงต้องงัดสารพัดลวดลายมาต่อรองทางการเมืองอย่างแน่นอน ผมไม่ได้หวังอะไรมากไปกว่าให้ประเทศไทยของเราสงบสุขเสียที ถ้าทำได้ แค่นี้ก็สุดยอดแล้วครับ

วันอังคารที่ 28 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ญี่ปุ่นในวันนี้

     ผมได้ดูรายการ ทูไนท์โชว์ เมื่อคืนนี้ซึ่งทางรายการได้นำเสนอ เรื่องราวของประเทศญี่ปุ่นหลังจากวิกฤติ แผ่นดินไหว คลื่นสึนามิ และกัมมันตภาพรังสี เห็นภาพความเงียบเหงาของกรุงโตเกียวก็รู้สึกแปลกๆ เพราะเราเคยเห็นแต่ภาพที่มีผู้คนมากมายเบียดเสียดกันเต็มไปหมด แถมแต่ละคนก็เดินกันเร็วมาก( อันนี้ผมยืนยันได้ ) ร้านรวงก็เต็มไปหมด เป็นเมืองหลวงที่แออัดเอามากๆ

     เห็นหน้าของพ่อค้าปลาในตลาด แล้วรู้สึกหดหู่ใจเหมือนกันครับ จากที่เคยขายกันแทบไม่ทัน กลายเป็นว่าเดี๋ยวนี้ลดแบบสุดตัวแล้วก็ยังไม่ค่อยจะมีใครมาซื้อ ทางรายการก็ใจดีอุตส่าห์ซื้อปลาแซลมอน เอามารับประทานโชว์ในรายการ เพื่อให้คนไทยเห็นว่า มันกินได้ ไม่มีสารพิษตกค้าง อย่ากังวลจนเกินเหตุ ประเทศญี่ปุ่นไม่ได้น่ากลัวจนไม่น่าท่องเที่ยว ถ้าพอจะสามารถไปเที่ยวได้ โดยที่ตัวเองและครอบครัวไม่เดือดร้อน ก็ช่วยๆกันหน่อยคงไม่เสียหายอะไรมากนัก

     บ้านเราเองก็อยู่ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง แทบทุกหมู่บ้านมีการเคลื่อนไหว ผมเข้าใจว่างานนี้คงมีผู้ไปใช้สิทธิ์เลือกตั้งกันมาก เพราะเห็นใครๆก็พูดกันว่าจะไปช่วยพรรคนั้น สนับสนุนคนนี้ อยากให้คนนั้นได้เป็นนายก สำหรับครอบครัวผมที่มีแนวคิดทางการเมืองไม่ค่อยจะเหมือนกัน ก็คงแล้วแต่ความชอบของแต่ละคนครับ ทางเดี่ยวกันไปด้วยกันแต่กาคนละเบอร์ ครับผม

วันเสาร์ที่ 11 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ความปลอดภัยของเครื่องเอกซเรย์ที่สนามบิน

     วันก่อนมีญาติผู้ป่วยถามผมเกี่ยวกับเครื่องเอกซเรย์ที่สนามบิน ว่ามีอันตรายมากไหม จะก่อให้เกิดมะเร็งไหม เข้าใจเขาคงค่อนข้างกังวลใจมากไปนิดนึง อย่างว่าล่ะครับสมัยนี้อะไรก็เกิดขึ้นได้ คงไม่ไม่แปลกที่คนเราจะกังวลในสิ่งที่เราไม่แน่ใจ ผมก็เลยบอกให้เขาสบายใจได้เลย รังสีที่ใช้ในเครื่องเอกซเรย์ที่สนามบิน มันคือรังสีเอกซ์พลังงานต่ำๆ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายแก่ร่างกายครับ และไม่มีการแผ่กระจายออกไปของรังสีในระยะไกล เพราะฉะนั้นอย่าไปกลัวมันมากเกินไปครับ

     ถ้าผมจำไม่ผิดเมื่อสัก 2-3 ปีก่อนเคยมีข่าวการประท้วง เรียกร้องให้ยุติการใช้งานเครื่องเอกซเรย์ที่ใช้ในสนามบิน ของประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งครั้งนั้นสหภาพสิทธิพลเรือนอเมริกันเป็นผู้ยื่นหนังสือประท้วง เนื่องจากภาพที่ได้จากเครื่องเอกซเรย์ที่ว่านี้ มันเห็นเนื้อหนังมังสาที่อยู่ภายใต้เสื้อผ้าอย่างชัดเจน ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลมากเกินไป แต่ทางการก็อ้างถึงเรื่องการป้องกันภัยโดยเฉพาะการก่อการร้าย ที่มุ่งเป้ามาที่อเมริกาเป็นหลัก นอกจากนี้จะไม่มีการบันทึกข้อมูลเก็บไว้ และมีการทำกราฟฟิกเบลอๆที่ใบหน้าของผู้โดยสาร จะได้ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร 


     ผมเองตอนนั้นได้ดูข่าวก็รู้สึกเห็นใจทั้งสองฝ่าย ประชาชนก็ไม่อยากโชว์ออฟให้ใครเห็น เจ้าหน้าที่ก็ต้องทำตามหน้าที่เพื่อรักษาความปลอดภัย ซึ่งเหตุการณ์แนวๆนี้มีให้เห็นประจำครับ โดยเฉพาะในหน่วยงานของรัฐที่ต้องให้บริการประชาชนจำนวนมากๆ บางทีก็คุยกันได้ บางทีก็ทะเลาะกันบ้าง แต่ยังดีที่สังคมไทยยังมีความถ้อยทีถ้อยอาศัยกันอยู่ ส่วนใหญ่ปัญหามักไม่ค่อยบานปลาย เป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต


    ได้แต่หวังว่าสังคมไทยจะอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุขนะครับ หวังว่าเลือกตั้งคราวจะได้คนดีเข้าไป(บ้างนะ)ในสภา เพื่อสร้างความเจริญให้แก่บ้านเมืองของเรา

วันพุธที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เทศกาลเลือกตั้งมาแล้วครับ

    
     ช่วงนี้ไม่มีอะไรจะมันส์ไปกว่าการหาเสียงเลือกตั้ง ตอนนี้รู้สึกว่าจะมีคนมาแสดงความรักกับเราอย่างมากมายเหลือเกิน แถวๆบ้านยิ่งคึกคัก ไม่รู้ว่ารถหาเสียงของใครบ้างวิ่งกันมั่วไปหมด ชาวบ้านที่มีรถกระบะก็เลยพลอยมีรายได้เสริมไปด้วย เรียกว่าช่วงนี้เศรษกิจชาวรากหญ้าได้รับการกระตุ้นอยางหนัก

     สำหรับผมเองก็ยังคิดไม่ออกว่าจะไปกาคะแนนลงช่องไหนดี เห็นทีคงต้องว่าตามเมียก็แล้วกัน เมียให้กาช่องไหนเราก็ไม่ควรไปขัดใจเธอ เพื่อรักษาความมั่นคงของชาติเอาไว้ 555

     ครอบครัวของผมเป็นครอบครัวหลากสีครับ แต่ละคนก็มีความคิดทางการเมืองเป็นของตัวเอง บางคนเลือกเพื่อไทย บางคนเลือกประชาธิปัตย์ บางคน no vote และบางคนยังมึนอยู่ว่าจะเอาไงดี(ผมนี่ไง) เวลาคุยกันเรื่องการเมืองเหมือนมีสงครามย่อยๆในบ้าน คนกลางอย่างผมก็ได้แต่นั่งฟัง แต่สุดท้ายก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าเถียงกัน และก็ยังรักกันเหมือนเดิม

     ช่วงนี้มีพรรคการเมืองหนึ่ง ไม่บอกแล้วกันว่าพรรคไหน มาตั้งสำนักงานอยู่ตรงข้ามกับบ้านผม ตอนนี้เร่งติดกล้องวงจรปิด ติดไฟฟ้าซะสว่างเลย สงสัยกลัวใครมาปาระเบิดหรือเปล่าก็ไม่รู้ ผมก็ได้แต่หวังว่าจะไม่มีอะไรรุนแรงเกิดขึ้น เชื่อว่ายังไงคนไทยก็ไม่นิยมใช้ความรุนแรง เดี๋ยวค่อยมาดูกันว่าเราจะได้ใครเป็นนายกรัฐมนตรี

วันพุธที่ 11 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

น้ำใจที่น่ายกย่อง


     วันก่อนได้อ่านข่าวเกี่ยวกับผู้ประสบภัยที่ประเทศญี่ปุ่น ได้ส่งหนังสือแสดงความขอบคุณ ต่อคนไทยที่ได้ส่งความช่วยเหลือไปยังประเทศญี่ปุ่น มีเนื้อข่าวดังนี้ครับ

"ตามที่​ได้​เกิด​เหตุ​แผ่นดิน​ไหว​และสึนามิ​ในประ​เทศญี่ปุ่น จน​ทำ​ให้มี​การสูญ​เสียชีวิต​และบาด​เจ็บ รวม​ถึง​เกิด​ความ​เสียหาย​เป็นจำนวนมาก ​โดยพระบรมวงศานุวงศ์ของ​ไทย​ได้พระราชทาน​ความช่วย​เหลือ​ในรูป​แบบต่างๆ  ตลอดจน รัฐบาล ​เอกชน ​และประชาชน​ไทย​ได้ร่วมกัน​ให้​ความช่วย​เหลือ​แก่​ผู้ประสบภัยจาก​เหตุ​ การณ์ดังกล่าว นั้น
ล่าสุด สถาน​เอกอัครราชทูต ณ กรุง​โต​เกียว ​ได้รายงานว่า ​ผู้ประสบภัยชาวญี่ปุ่น​ใน​เมืองคามาอิชิ จังหวัดอิวา​เตะ ​ได้ส่งหนังสือ​ไปยังสถาน​เอกอัครราชทูตฯ ​แสดง​ความขอบคุณ​และซาบซึ้ง​ในน้ำ​ใจของรัฐบาล​ไทยที่​ได้จัดส่งสิ่งของ​ เครื่อง​ใช้ที่จำ​เป็นสำหรับชีวิตประจำวัน​ไป​ให้ ถือ​เป็นสิ่งของล้ำค่า ​ทำ​ให้มีพลังสู้ชีวิตต่อ​ไป"

ที่มา กอง​การสื่อมวลชน กรมสารนิ​เทศ กระทรวง​การต่างประ​เทศ ​โทร. 643-5170 ​โทรสาร. 643-5169 E-mail

     ผมอ่านข่าวนี้ด้วยความรู้สึกปลาบปลื้ม ที่อย่างน้อยในภาวะที่ต่างคนต่างลำบาก คนไทยก็ยังมีน้ำใจช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ แม้จะมีหลายเสียงค่อนขอดว่า ทำไมไม่ไปช่วยชาวใต้ ทำไมไม่ไปช่วยคนยากจน ทำไม.....ทำไม...ทำไม...ฯลฯ

     ผมคิดว่าทุกคนเขามีสิทธิ์ที่จะส่งความช่วยเหลือ ให้แก่ใครก็ได้ที่เขาอยากจะช่วย มันเป็นการช่วยโดยบริสุทธิ์ใจ ไม่ใช่การระดมทุน เหมือนที่พรรคการเมืองของประเทศนี้ชอบทำกัน และผมเชื่อเหลือเกินว่าคนที่บริจาคช่วยชาวญี่ปุ่น ก็จะเป็นคนกลุ่มที่บริจาคช่วยชาวไทยเช่นกัน แต่ให้ตายสิ ผมยังไม่เห็นมีนักการเมืองคนไหนบริจาคเงินส่วนตัว เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย หรือผมตกข่าวไปเอง